รวบ 2 พ่อค้ายาบ้า พร้อมของกลางยาบ้า 2 ล้านเม็ด ไอซ์อีก 15 กก.

รวบ 2 พ่อค้ายาบ้า พร้อมของกลางยาบ้า 2 ล้านเม็ด ไอซ์อีก 15 กก.

วานนี้ (13 ส.ค.) ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) มีการแถลงผลการจับกุมผู้ต้องหาเครือข่ายยาเสพติดรายสำคัญ ประกอบด้วย นายกรีฑา หรือไอซ์ โพธิ์ปลุก อายุ 22 ปี และนายบัณฑิต หรือตั้ม กองแก้ว อายุ 32 ปี ซึ่งถูกรวบตัวได้พร้อมของกลางยาบ้า 2,000,000 เม็ด ยาอี 4,000 เม็ด ยาไอซ์ น้ำหนัก 15 กก. และเคตามีนแบบผงน้ำหนัก 1 กก.

ตำรวจทราบเบาะแสว่ามีพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ 

กำลังจะลำเลียงยาล็อตใหญ่มาจากอ.องครักษ์ จ.นครนายก โดยจะมาพักยาไว้ที่บ้านหลังหนึ่ง ภายในหมู่บ้านสัมมากร ถนนรามคำแหง ซอย 112 เขตสะพานสูง กทม. ตำรวจจึงเฝ้าสังเกตการณ์ และพบนายกรีฑา ขับรถกระบะ ทะเบียน ถฐ 2301 โดยมีนายบัณฑิต ขับรถกระบะ ทะเบียน ญร 5989 นำทางเพื่อระวังด่านตำรวจ รถสองคันนี้ขับออกมาจากหมู่บ้านสัมมากร มุ่งหน้าไปถนนรังสิต-นครนายก ตำรวจจึงได้สะกดรอยตาม จนกระทั่งรถสองคันไปจอดที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่งในอ.องค์รักษ์ ก่อนจะขับต่อไปรับยาเสพติดจากทีมลำเลียงภายในซอยเปลี่ยว ซึ่งอยู่ห่างจากปั๊มดังกล่าว 5 ก.ม.

ต่อมา รถทั้งสองคันเข้าไปจอดที่ลานจอดรถหน้าห้างค้าปลีก-ส่ง ปากซอยรามคำแหง 110 และนายกรีฑาได้ขับรถกระบะ เข้ามากลางซอยหมู่บ้านสัมมากร ตำรวจจึงสะกดรอยตามและเข้าแสดงตัวตรวจค้นภายในรถ จึงพบยาบ้าประทับตรา 999 จำนวน 1,000 มัด รวม 2,000,000 เม็ด และจับกุมนายบัณฑิต ขณะขับรถกระบะอยู่บริเวณริมถนนคู่ขนานกรุงเทพ-ชลบุรี ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับที่เกิดเหตุ

หลังจากจับกุมชายทั้งสองแล้ว ตำรวจได้นำตัวผู้ต้องหาไปตรวจค้นบริเวณป่าหลังเพิงพักในชุมชนแออัด หมู่บ้านสัมมากรซอย 56 ซึ่งอยู่ใกล้กับบ้านของนายบัณฑิต และพบยาไอซ์ ยาอี และยาเคตามีน ซุกซ่อนอยู่ในถุงพลาสติกสีดำ โดยมีไม้กระดานปิดทับเอาไว้

ด้านนายกรีฑา ยอมรับสารภาพว่า เคยรับจ้างขนยาและซุกซ่อนยาเสพติด 1,000,000 เม็ด ได้รับค่าจ้างจำนวน 100,000 บาท และสมัยยังเป็นเยาวชนเคยถูกจับคดียาเสพติด ทำให้ได้รู้จักเพื่อนชื่อ ‘จ้อน’ ไม่ทราบชื่อจริงนามสกุลจริง ซึ่งเป็นผู้แนะนำงานขนส่งและซุกซ่อนยาเสพติดนี้ให้ตน จากนั้นตนจึงได้ชักชวนนายบัณฑิต หรือตั้ม ที่อาศัยอยู่ในละแวกเดียวกันมาทำงานด้วยกัน

สลดคนตัดหญ้านั่งพักริมถนน เก๋งนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียกำลังกลับหาดใหญ่ชนดับ 5 ศพ เจ็บ 1

ชน 5 ศพ คนตัดหญ้า – เกิดเหตุอุบัติเหตุสลดเมื่อวานนี้ (13 ส.ค.) ณ ถนนสายเอเชีย บริเวณหน้าหน่วยกู้ภัยเอเชีย หมู่3 ต.คูหาใต้ อ.รัตภูมิ จ.สงขลา ขณะคนงานตัดหญ้าหมวดทางหลวงกำแพงเพชร อ.รัตภูมิ จ.สงขลา 6 คนกำลังนั่งพักเหนื่อยจากการทำงานอยู่ใต้ตนไม้ร่องกลางถนนจู่ ๆ รถเก๋งโปรตอน สีดำ ทะเบียนประเทศมาเลเซีย WYH 6995 เสียหลักพุ่งชนเข้ากับพนักงานตัดหญ้าที่นั่งอยู่ หลบไม่ทัน ร่างทั้ง 6 ถูกชนกระเด็นเป็นภาพสลด เสียชีวิตหมู่ 5 ราย อีก 1 คนบาดเจ็บ

จากการสืบสวนทราบว่า คนขับคือ น.ส.มาลินดา ซูซีลานีนี บินตี โมฮัมมหัด อาซาลัน อายุ 30 ปี ชาวมาเลเซีย ได้เดินทางมาเที่ยวพร้อมเพื่อนชาวมาเลเซียอีก 2 คน ขณะเกิดเหตุกำลังเดินทางกลับจากเที่ยวที่ จ.กระบี่ มุ่งหน้าเข้าอ.หาดใหญ่ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ประสานสถานกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สวนกระแสดราม่า ทุบตึกสถานทูตอังกฤษ ‘สิทธิ์ของเขา จะขายให้ใครก็ได้!’

หลังมีกระแสดราม่าเรื่องการทุบตึกสถานทูตอังกฤษ ว่าเป็นโบราณสถาน และอาจมีความผิด เพราะต้องขออนุญาตกรมศิลปากร ล่าสุด เจอกระแสตีกลับ ว่าที่ดินและตึกดังกล่าวนั้น เป็นสมบัติของรัฐบาลอังกฤษ ซึ่งมีสิทธิ์จะขายให้ใครก็ได้ ที่ดินผืนดังกล่าวนี้ ถูกขายไปในราคา 420 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 19,000 ล้านบาท โดยขายให้กับ ฮ่องกงแลนด์ ผู้ดำเนินธุรกิจด้านการลงทุนและอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มเซ็นทรัล และย้ายที่ทำการไปที่อาคารเอไอเอ ถนนสาทร

ก่อนหน้านี้ เฟสบุ๊กเพจ ICOMOSThailand Association ได้โพสต์ภาพการทุบทำลายตึกสถานทูตแห่งนี้ และตั้งคำถามว่าทำได้อย่างไรเพราะเป็นโบราณสถาน แม้ว่าจะยังไม่ขึ้นทะเบียนก็ตาม แต่อาคารเหล่านี้ก็มีคุณค่าตามนิยามพ.ร.บ.โบราณสถาน โดยอ้างอิงจากรางวัลอนุรักษ์ดีเด่น จากสมาคมสยามฯ ที่ได้รับ และยังตั้งคำถามว่ากรมศิลปากรทราบเรื่องหรือไม่ อีกทั้งยังสันนิษฐานว่า ผู้ทุบทำลายจะมีโทษตาม พ.ร.บ.โบราณสถาน ด้วย โดยระบุว่า หากที่ดินยังเป็นของอังกฤษก็สามารถรื้อได้ แต่ในเมื่อมีการโอนที่ดินให้กับคนไทยแล้ว อำนาจในการทุบอาคารเป็นของอธิบดีกรมศิลปากรเท่านั้น

วันนี้ (13 ส.ค.) จึงมีกระแสตอบกลับจากเพจเจ้าหญิงน้อยแห่งอันดามัน ว่าจริงๆ แล้ว ที่ดินและอาคารนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของอังกฤษ และเมื่อขายให้กลุ่มเซ็นทรัลก็เปลี่ยนมือเป็นของคนไทย มีคนมองว่าอาคารนี้เป็นโบราณสถาน แต่ถือว่าเป็นโบราณสถานของไทยหรือไม่ พร้อมระบุว่า ‘เอกชนซื้อที่ดินมาหมื่นกว่าล้าน จะให้มาอนุรักษ์ อิหยังอะ เขาซื้อมาเพื่อทำกำไรหรือเปล่า จะให้รัฐมาเสียเงินเป็นหมื่นล้าน เพื่อซื้อที่ดินคืน แล้วนำมาอนุรักษ์ รัฐคงจะยอมหรอก’

ด้านเพจปลั๊กไทย by มหาชะนี ระบุว่า อาคารนี้เป็นสถานทูตอังกฤษ จึงเป็นสมบัติของอังกฤษ เพราะฉะนั้นจะขายให้ใครก็เป็นเรื่องของเขา นอกจากนี้ ยังมีกระแสจากชาวเน็ตที่เข้ามาแสดงความคิดเห็นว่า แม้แต่อังกฤษยังตัดสินใจขาย แสดงว่าอาคารหลังนี้ไม่ได้มีความสำคัญมากมายขนาดนั้น แล้วเราจะคิดแทนเขาทำไม อีกทั้งยังมีกระแสว่าอาคารนี้ยังไม่น่าจะใช่โบราณสถานเพราะสร้างในปี 2465 อายุจึงยังไม่ถึง 100 ปี ในขณะที่ก็ยังมีกระแสที่เสียดายอาคารดังกล่าวเช่นกัน